แมนยูในยุคที่ไร้ตู้เย็น

 
“ตู้เย็น” ในที่นี้ แฟนบอลทีม แมนฯ ยูไนเต็ด รู้กันดีว่ามันเป็นฉายาของ โรเมลู ลูกากู
 
อดีตกองหน้า ผีแดง ที่ถูกขายให้ย้ายไปได้ดิบได้ดีกับ อินเตอร์ มิลาน นั่นแหละ
 
และที่ต้องขออนุญาตพาดพิงถึงศูนย์หน้าทีมชาติเบลเยี่ยมก็เป็นเพราะ แมนฯ ยูไนเต็ด ถูก แมนฯ ซิตี้ บุกมาขยี้เละ 3-1 ในเกมคารา
บาวคัพรอบตัดเชือกนัดแรกนั่นเอง
 
ว่ากันตามจริง มันเป็นเหมือนที่ โอเล่ กุนนาร์ โซลชา เปิดปากให้สัมภาษณ์ไม่มีผิดว่าเกมใน 45 นาทีแรกที่ โอลด์ แทรฟฟอร์ด นัดต่อ
กรกับ เรือใบสีฟ้า เป็นเกมที่ย่ำแย่ที่สุดของทีมอสูรนับตั้งแต่เขาเข้ามากุมบังเหียน
 
ที่เป็นอย่างนั้นก็เนื่องมาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด น่าจะโดนทะลวงประตูในครึ่งแรกมากกว่าสามดอกด้วยซ้ำ
 
แต่เผอิญว่า ราฮีม สเตอร์ลิ่ง ดันขาดวิญญาณเพชฌฆาตทั้งๆที่มีโอกาสงามในหลายๆจังหวะ
 
ประกอบกับ ดาบิด เด เคอา ก็ช่วยเซฟ ผีแดง เอาไว้หลายหนเช่นกัน
 
จวบจน มาร์คัส แรชฟอร์ด มาซัดลูกตีไข่แตกได้จากเกมโต้กลับอันเป็นทีเด็ดเพียงประการเดียวของแชมป์พรีเมียร์ลีก 13 สมัยใน
ยุคนี้ แฟนบอลเจ้าถิ่นก็เริ่มปรากฏประกายความหวังขึ้นในแววตา
 
แต่เปล่าเลย
 
สุดท้ายแล้ว แมนฯ ยูไนเต็ด ก็ไม่อาจสร้างความระคายเคืองใดๆให้กับ เพื่อนบ้านผู้น่ารำคาญ ได้อีก
 
ในทางกลับกัน หลายปีหลัง พวกเขาเปลี่ยนสถานะเป็น เพื่อนบ้านที่น่าสมเพช ของ แมนฯ ซิตี้ ไปซะแล้ว
 
แน่นอนว่าการสู้รบศึกพรีเมียร์ลีกดาร์บี้ แมตช์ที่ เอติฮัด สเตเดี้ยม ช่วงต้นเดือนธ.ค.ทีมของกุนซือหน้าทารกสร้างเซอร์ไพรส์บุกไป
สยบทีมคู่ปรับได้ 2-1 ก็จริง
 
แต่จากสถิติมันบ่งบอกในตัวเองว่า ผีแดง เป็นรองทุกประตูรูช่อง หากแต่พวกเขาได้ลูกโทษออกนำไปก่อน และมีจังหวะได้โต้กลับ
หลายหน
 
นอกจากนี้ ในช่วงเวลาดังกล่าว ทีมของ เป๊ป กวาร์ดิโอล่า ก็ดูจะมีฟอร์มที่แกว่งไปแกว่งมาอีกด้วย
 
ฉะนั้นแล้ว กุนซือสแปนิชจึงจำบทเรียนเอาไว้จนขึ้นใจว่าแม้ แมนฯ ซิตี้ จะครองบอลได้มากกว่าในสัดส่วนที่สูงถึง 72:28% เขาก็ไม่
ควรเปิดพื้นที่ให้ ปีศาจแดง ได้เล่นเกมเคาน์เตอร์แอ็ทแท็คแม้แต่น้อยนิด
 
ถูกต้อง! ยอดโค้ชสกินเฮดไม่ยอมพลาดอีกเมื่อมีโอกาสพาทีมบุกมาชำระแค้น แมนฯ ยูไนเต็ด ในฟุตบอลถ้วยหัวควาย
 
และตลอด 45 นาทีแรก แมนฯ ซิตี้ กดหัวเจ้าบ้านได้แบบเบ็ดเสร็จ ไม่เปิดโอกาสให้ แมนฯ ยูไนเต็ด ได้ใช้ความเร็วของแผงหน้าฮือ
อือได้เลย
 
ดังจะเห็นว่า แรชฟอร์ด เปรียบประดุจผู้ชมกิตติมศักดิ์ที่ได้รับสิทธิ์พิเศษให้ยืนดูเกมอย่างใกล้ชิด ยิ่งกว่านั่งติดขอบสนามซะอีก
 
ยิ่งไปกว่านั้น ทีมเรือใบยังสอยตาข่ายสร้างความอับอายให้ทีมเจ้าบ้านได้ถึงสามเม็ดอีกด้วย
 
หลังจบเกม กวาร์ดิโอล่า ระบุว่ายังไม่อาจประมาท แมนฯ ยูไนเต็ด นัดสองได้เนื่องจากทุกอย่างยังเป็นไปได้ในเกมฟุตบอล
 
กล่าวคือ สงครามยังไม่จบ อย่าเพิ่งนับศพผีแดง นั่นเอง
 
ด้าน โซลชา ก็ระบุในทำนองเดียวกันว่า ผีแดง ยังไม่ตาย และยังมีเกมอีกนัดให้ได้พลิกสถานการณ์
 
“เราเคยแสดงให้เห็นมาก่อนว่าเราตกเป็นรองในเกมเหย้า และพลิกสถานการณ์ได้ อย่างปีก่อนก็มีเกมกับ เปแอสเช เป็นตัวอย่าง”
กุนซือชาวนอรเวย์เอื้อนเอ่ยถึงเกมแชมเปี้ยนส์ลีกรอบ 16 ทีมอีกจนได้
 
ได้ยินแล้ว ออกจะรู้สึกว่ามันเป็นเทปม้วนเดิม เป็นแผ่นเสียงตกร่องยังไงไม่ทราบ
 
และเหมือนจะเป็น “วลีอมตะ” ประจำตัวไปแล้วที่กุนซือหน้าทารกมักต้องหยิบยกมาพูดถึงเสมอในยามที่ทีมประสบกับเกมที่เลวร้าย
 
โอเค แมนฯ ยูไนเต็ด อาจบุกไปสยบ แมนฯ ซิตี้ ได้ แต่อย่างที่จั่วหัวเอาไว้นั่นแหละว่า โซลชา คงลืมไปว่าโละ ลูกากู ทิ้งไปแล้ว
 
จะผิดหรือจะถูกก็เป็นอีกเรื่อง แต่ที่แน่ๆ มันชัดเจนว่า ลูกากู ย้ายไปสร้างประโยชน์ให้ งูใหญ่ ได้อย่างเห็นได้ชัด
 
แถมเกมล่าสุดก็เหมายิงสองเม็ดพา อินเตอร์ บุกพิชิต นาโปลี 3-1 นำหน้าเป็นจ่าฝูงของลีกเซเรียอาได้ต่อ
 
มองดูแล้ว จึงถือเป็นบุญของ ลูกากู เหมือนกันที่ อันโตนิโอ คอนเต้ เชื่อมั่นในฝีเท้าของเขา ต่างไปจากวิสัยทัศน์ของ โซลชา
 
และที่จะลืมไม่ได้ก็คือเป็น ลูกากู คนนี่แหละที่ได้โอกาสลงเล่นเป็นตัวจริงกับ เปแอสเช นัดสอง และซัดคนเดียวสองเม็ดพา ผีแดง
บุกกำชัย 3-1 ผ่านเข้ารอบด้วยกฏประตูทีมเยือนจากสกอร์รวม 5-5
 
จากเกมแรกที่แพ้ เปแอสเช คารัง 2-0 โซลชา จับกองหน้าทีมชาติเบลเยี่ยมเป็นตัวสำรอง และใช้งานเขาในช่วงห้านาทีสุดท้ายเท่านั้น
 
ถัดมาในถ้วยเดียวกันนี้รอบแปดทีมนัดต่อกรกับ บาร์เซโลน่า แมนฯ ยูไนเต็ด เปิดบ้านปราชัยไปก่อนอีกตามเคยด้วยสกอร์ 1-0
 
และไม่ต้องบอกก็รู้ว่า โซลชา ให้สัมภาษณ์หลังเกมแบบไหน!
 
จะอะไรซะอีกหากไม่ใช่ว่า ผีแดง ยังมีลุ้นที่คัมป์นู หลังแสดงให้เห็นมาแล้วที่ ปารีส ในรอบก่อนหน้านี้
 
หลังได้รับการตอบแทนให้อยู่ในสนามจนถึงนาทีที่ 68 ลูกากู ก็โดนเปลี่ยนตัวในเกมแรกกับทีมยักษ์จากลา ลีกา
 
ถัดมาในนัดสอง แมนฯ ยูไนเต็ด ไม่มีปาฏิหารย์ซ้ำอีก และโดน บาร์ซ่า ถลุง 3-0 โดยที่ ลูกากู ได้ลงบู๊ในช่วง 15 นาทีสุดท้าย
 
ทั้งหมดนี้ ไม่ได้ต้องการบอกว่า ลูกากู เก่งฉกาจกว่าบรรดากองหน้าทุกชีวิตที่ โซลชา มีอยู่ในสังกัด
 
แต่ที่อยากสื่อให้เห็นก็คือ แมนฯ ยูไนเต็ด ขาดอะไรไปหลายอย่างหลังตัดสินใจลอยแพกองหน้าร่างบึก
 
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ความแตกต่าง” ที่ ลูกากู สามารถมอบให้กับทีมได้
 
ดังจะเห็นว่าแผงหน้าของ แมนฯ ยูไนเต็ด ชุดนี้เป็นนักเตะสปีชี่เดียวกันหมด
 
ไม่ว่าจะเป็น แรชฟอร์ด , อ็องโตนี่ มาร์กซิยาล , แดเนี่ยล เจมส์ , เมสัน กรีนวู้ด หรือว่า เจสซี่ ลินการ์ด ซึ่งต่างก็มีจุดเด่นในด้าน
ความเร็ว
 
แต่กับนักเตะในแผงหลังและกลาง ส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกเรือเกลือทั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็น ฟิล โจนส์ , วิคตอร์ ลินเดอเลิฟ , แฮร์รี่ แม็ก
ไกวร์ , ฆวน มาต้า , เนมานย่า มาติช , เฟร็ด และ ฯลฯ ซึ่งบอกได้เลยว่าไม่ทันกินแล้วสำหรับฟุตบอลยุคนี้
 
แต่ก็เอาล่ะ กลับมาที่ ลูกากู ซึ่งเห็นได้ชัดว่าการไม่มีกองหน้าตัวเป้าโดยธรรมชาติทำให้ ผีแดง ลดระดับตัวเองลงไปอย่างน่าเศร้า
 
กล่าวคือ แมนฯ ยูไนเต็ด ชั่วโมงนี้มี “มิติเดียว” และเล่นได้ในสไตล์เดียวเท่านั้นคือรอโอกาสโต้กลับในยามต้องเผชิญหน้ากับทีมระ
ดับท๊อปที่ครองเกมได้เหนือกว่า
 
และที่น่าเสียดายที่สุดคือ กองทัพที่ไร้แสนยานุภาพของ โซลชา ไม่มีทีเด็ดในการโจมตีภาคเวหาดังจะเห็นว่า ปีศาจแดง หน่อมแน้
มมากเมื่อได้ลูกเตะมุมซึ่งพวกเขาทำประตูจากจังหวะนี้แทบไม่ได้เลยเพราะไม่มี “ตัวชน” นั่นเอง
 
หรือหากจะโยนบอลจากปีกเข้ามา ผีแดง ก็ไร้พิษสงที่จะทำสกอร์ได้ แถมนักเตะส่วนใหญ่ในทีมต่างก็โยนบอลไม่เอาไหนซะด้วย
เพราะมักสาดบอลยาวไปเสาสาม เสาสี่เสมอ
 
จากอดีตที่เคยเกรียงไกรด้วยการโจมตีคู่แข่งทางปีกอันเป็น “ดีเอ็นเอ” ของสโมสร หากเปรียบเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์ มายุคนี้ กอง
ทัพ “เร้ด อาร์มี่” มีแค่ จรวด จรวด และ จรวด เท่านั้น
 
หลังจากพวกเขาตัดสินใจขาย ขีปนาวุธ ให้กับทีมอื่นไปแล้ว…
 
ขอบคุณบทความดีๆจาก บอบู๋
 
ที่ปรึกษาในการลงทุนด้าน Game&Sport ออนไลน์ ฟรีๆ สนใจร่วมลงทุนคลิกลิ้ง https://rebrand.ly/hiachai

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *